เป็นเบาหวานได้อย่างไร
เป็นเบาหวาน ร้อยละ 90 ของผู้ป่วย เบาหวานไทยทั้งหมด มักเกิดในผู้ที่อายุมากกว่า 30-40 ปี ขึ้นไป โดยตับอ่อน สร้างอินซูลิน ได้ไม่เพียงพอ ต่อความต้องการ ของร่างกาย หรืออาจเกิดจากการที่เนื้อเยื่อ ไขมัน กล้ามเนื้อ และตับ ไม่สามารถ ใช้อินซูลิน ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม
ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้ สามารถ กินยา ควบคุมระดับน้ำตาล ในเลือดได้ อาการโรคเบาหวาน จะมีอาการ ปัสสาวะบ่อยขึ้น และมากขึ้น โดย มีระดับน้ำตาล ในเลือดสูงเกิน 180 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะทำให้มีน้ำตาลออกมาในปัสสาวะ จึงปัสสาวะบ่อยขึ้น ต้องตื่นมาปัสสาวะตอนกลางคืน
ผู้ป่วยจะมีน้ำหนักลด ทั้งๆที่ที่กินเก่งขึ้น กระหายน้ำบ่อย และอ่อนเพลีย ในบางรายอาจมีอาการอื่นๆ เช่น แผลหายช้า คันตามตัว ชาปลายเท้า ตามัว
การป้องกัน การเกิดโรคเบาหวาน ที่ดี คือการควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้อ้วน นักออกกำลังกาย เป็นประจำ นอกจากนั้น เมื่อมีอายุ 45 ปีขึ้นไป ควรตรวจเลือด เช็คระดับน้ำตาล ทุกๆ 3 ปี ยกเว้น บางรายที่มีความเสี่ยงที่จะ เกิดโรคเบาหวาน ควรตรวจก่อนอายุ 45 ปี แนะนำตรวจ ทุกๆปี การตรวจสุขภาพทุกๆปี แม้ไม่ได้เป็นการป้องกัน การเกิดโรคเบาหวาน แต่ก็เป็นวิธีช่วยป้องกัน การเกิดปัญหา แทรกซ้อน จากโรคเบาหวานได้
ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรลดน้ำหนัก ส่วนใหญ่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน จะมีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนัก จะทำให้ควบคุมระดับน้ำตาลได้ ง่ายขึ้นได้ ยังเป็นการลดการเกิดโรค ร่วมอย่างอื่นลงด้วย เช่นโรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ควรชั่งน้ำหนักตัวเป็นประจำ เช่นสัปดาห์ละครั้ง และเริ่มลดน้ำหนักตั้งแต่น้ำหนักตัวยังเกินไม่มาก
การควบคุมระดับน้ำตาล ควบคุมอาหาร โดยทั่วไปผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน มีวิธีการกินอาหาร ดังนี้ ควรกินอาหารให้เป็นเวลา เพื่อป้องกันระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง และอาจทำให้น้ำตาลในเลือดต่ำได้ ในมื้อที่ไม่ได้กินอาหาร หรือกินอาหารเลยเวลา ไม่เติมน้ำตาลในอาหาร ถ้าต้องซื้ออาหารสำเร็จรูป ควรพยายามเลือกอาหาร ที่ไม่มีหวาน ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง อาหารกลุ่มนี้มักเป็นอาหารทอด การใช้น้ำมันควรใช้น้ำมันที่มีโอเมก้า 3 สูง น้ำมันมะกอก ควรหลีกเลี่ยงการกินเนย ชีล และยายองเนส เพราะมีไขมันสูง
แหล่งของคาร์โบไฮเดรต ควรมาจากข้าว ข้าวเหนียว ขนมจีนก๋วยเตี๋ยว บะหมี่เกี๊ยว มักกะโรนี ขนมปัง เมล็ดธัญพืช มากกว่าขนมหวาน ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทคุกกี้ ช็อคโกแลต เครื่องดื่มหวานๆ
ควรกินผลไม้ที่เป็นแหล่งของน้ำตาล เพราะเหมาะกว่าอาหารหวานๆ ก็มีพลังงานไม่มาก และยังมีเส้นใยอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุอีกด้วย แต่ควรหลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานจัด เช่น ทุเรียน มังคุดลำไย ผลไม้ที่ผู้ป่วยสามารถกินได้ ได้แก่ ส้ม กล้วย มะละกอ แอปเปิ้ลฝรั่ง มะเขือเทศ ลูกพรุน แคนตาลูป
กินอาหารประเภทผัก เกือบทุกชนิด โปรตีนจากปลา และแหล่งโปรตีน ที่ไม่มีในสัตว์ เช่น เต้าหู้เมล็ดธัญพืช นมพร่องมันเนย หลีกเลี่ยงการดื่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เนื่องจากทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดแกว่ง ขึ้นลงได้
หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด เนื่องจาก อาจจะทำให้ความดันโลหิตสูงได้ ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน ไม่ควรมีความดันในเลือดสูง อาจเกิดผลเสียต่อหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง และไตมากขึ้น ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ข้อเข่าเคล็ด
สาเหตุของ ข้อเข่าเคล็ด เกิดจากเอ็นกล้ามเนื้อ เอ็นกระดูก กล้ามเนื้อ ที่มีอยู่รอบๆ ข้อเข่า จะบาดเจ็บได้ง่ายมาก หากใช้งานหนักเกินไป หรือถูกดึงอย่างรุนแรง ซึ่งเราจะเรียกรวมๆว่า ข้อเข่าเคล็ด
ข้อเข่าเคล็ด เกิดอาการบาดเจ็บ จะทำให้ยืดหดของอวัยวะ ดังกล่าวผิดปกติ
อาการเคล็ดระดับเบา หมายถึง อวัยวะ ดังกล่าวถูกดึง แต่ไม่มีอาการฉีกขาด
อาการเคล็ดระดับปานกลาง หมายถึง อวัยวะบางส่วน ฉีกขาด จะมีอาการปวดหรือรู้สึกเจ็บขณะเดิน
อาการเคล็ดระดับรุนแรง หมายถึง อวัยวะเกิดการฉีกขาด ข้อเข่ารับน้ำหนักไม่ได้
อาการที่พบบ่อย บวมบริเวณเข่า เจ็บขณะเดิน ข้อเข่ารับน้ำหนักของร่างกายไม่ได้ อยู่ในขั้นรุนแรง จะเดินไม่ได้
กลุ่มเสี่ยง ผู้ที่ชอบออกกำลังกายหักโหม รุนแรง ผู้ที่ปกติไม่ออกกำลังกาย แล้วจู่ๆ ก็โหมออกกำลังกาย
วิธีการรักษา ข้อเข่าเคล็ด ประคบน้ำแข็งต่อเนื่องเพื่อลดการอักเสบ หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้อาการหนักขึ้น ใช้อุปกรณ์ยึดในส่วนที่บาดเจ็บ ไว้สักระยะหนึ่ง แต่ไม่ควรเกิน 1 สัปดาห์ รักษาด้วยอัลตร้าซาวด์ ช่วยลดอาการอักเสบข้อเข่า ใช้ยาแก้อักเสบ ช่วยลดอาการอักเสบ
โรคข้อเสื่อม
เป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ สาเหตุเกิดจากกระบวนการ สึกหรอของข้อ ทำให้ผิวข้อไม่เรียบ และมีปุ่มกระดูกงอก ทำให้เกิดอาการปวดขัด มีเสียงดังเมื่อขยับข้อ และข้อผิดรูปไป โดยทั่วๆไปอาการมักจะค่อยๆ เป็นมากขึ้น โดยมัเป็นที่ข้อเข่า ข้อสะโพก หลัง กระดูกคอ และข้อนิ้วมือ และมีอาการปวดเมื่อข้อนั้นๆถูกใช้งาน
โรคข้อเข่าเสื่อมอาจมีผลทำให้เดินไม่คล่อง ลุกจากที่นั่ง และเดินขึ้นที่สูงลำบาก เนื่องจากปวดเข่า และกล้ามเนื้อต้นขา ไม่ค่อยมีแรง บางคนเดินแล้วเกิดอาการเข่าอ่อนพับ และหกล้ม ถ้าไปตรวจพบแพทย์ แพทย์มักซักประวัติของอาการ ตรวจลักษณะข้อและกล้ามเนื้อ และอาจเอกซเรย์ ข้อที่เสื่อมนั้น โดยลักษณะผลเอกซเรย์ ของข้อที่ผิดปกติ จะมีกระดูกที่ข้อ งอกโตขึ้น และช่องว่างระหว่างผิวข้อแคบลง
การปฏิบัติตัว
เมื่อข้อเข่าเสื่อมแล้ว ไม่มีอาการ หรือ ไม่ส่งผลรบกวนการทำกิจวัตรประจำวัน ก็อาจไม่จำเป็นต้องรักษา แต่ควรป้องกันไม่ให้เป็นมากขึ้น แต่ถ้าทำให้เกิดอาการปวด หรือมีผลรบกวนชีวิตประจำวัน ก็จำเป็นต้องได้รับการรักษาควบคู่ไปด้วย การปฏิบัติตัวเมื่อมีโรคข้อเสื่อม ได้แก่
การลดน้ำหนักตัว การที่มีน้ำหนักตัวเกิน จะทำให้ข้อเข่า และข้อสะโพกที่เสื่อมถูก กดทับมากขึ้น นอกจากนี้ยังไม่ควรถือของหนัก เป็นเวลานานๆ เนื่องจากมีผลการกดทับ ข้อที่เสื่อมมากขึ้นด้วย
หลีกเลี่ยงการนั่งบนพื้น ที่พับเพียบ คุกเข่า หรือนั่งขัดสมาธิ เนื่องทำให้ข้อมีการเสียดสีมาก และทำให้มีอาการมากขึ้น
หลีกเลียงกิจกรรมที่มีผลกับข้อเข่า เช่น การยืนนานๆ การเดินขึ้นบันได หรือทางลาด
ถ้ามาข้อเข่าเสื่อมควรออกกำลังกล้ามเนื้อต้นขา เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของข้อ โดยนั่งเก้าอี้ที่มีความสูงระดับเข่า แล้วยกขาขึ้นที่ละข้าง กระดกปลายเท้าขึ้นจนสุด และเกร็งค้างไว้ 10 วินาที จากนั้นจึงเปลี่ยนข้าง ควรพยายามทำวันละ หลายๆครั้ง อาจทยอยแบ่งทำทีละ 30 ครั้ง วันละ 3 เวลา ถ้ามีความเคยชินมากขึ้น อาจใช้ถุงทรายหนักประมาณ 1 กิโลกรัม พันรอบขาเหนือระดับตาตุ่ม แล้วยกขาขึ้น 10 วินาที/ครั้งเช่นเดิม
ถ้ามีอาการปวดข้อ อาจประคบเย็นด้วยถุงน้ำแข็ง ทุกๆ 3-4 ชั่วโมง ประคบครั้งละประมาณ 15-20 นาที หรืออาจประคบร้อน ด้วยถุงน้ำร้อน หรืออาบน้ำอุ่นประมาณ 10-20 นาที
ออกกำลังกายเสมำ่เสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่ไม่มีผลเสียกับข้อ เช่นว่ายน้ำ ปั่นจักยานอยู่กับที่ หรือเดิน
ถ้าปวดมากอาจใช้ยาแก้ปวด โดยใช้ยาพาราเซตามอล ถ้าไม่ได้ผล อาจใช้ยาแก้อักเสบ ที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แต่ต้องระวังว่ายา อาจระคายเคือง กระเพราะอาหาร และอาจมีผลเสียต่อไต ในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงอยู่ อาจทำให้ความดันสูงขึ้นได้ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
สำหรับสารกลูโคซามิน และคอนดรอยติน แพทย์อาจพิจารณาใช้และ ดูการตอบสนองว่าดีขึ้นหรือไม่ ใน 2-3 เดือน ถ้าไม่ดีขึ้นอาจพิจารณาหยุด
เสริมด้วย BN Coffee
การนอนหลับไม่เพียงพอ
เมื่อผมได้ทำวิจัยเกี่ยวกับระบบประสาทอัตโนมัติ ผมก็ยิ่งตระหนัก ถึงความสำคัญ ของการนอนหลับ
เพราะต่อให้เป็นคนที่ดูแลสุขภาพ หรือระบบประสาทอัตโนมัติ มีความสมดุล ดีแค่ไหน แต่ถ้านอนหลับไม่เพียงพอ ระบบประสาทอัตโนมัติก็จะเสียความสมดุล ในทันที
การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ ระบบประสาทอัตโนมัติเสียความสมดุล มากแค่ใหน และทำให้ ศักยภาพ ในตัวเราลดลงมากเพียงใด ผมจะตอบคำถามเหล่านี้ โดยนำผลการทดลอง ที่น่าสนใจมาเป็นตัวอย่างครับ
นั่นก็คือ การทดลองรักษาผู้ป่วยโดยการฝังเข็ม และตรวจสอบว่าผลการรัษา เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แน่นอนว่าแพทย์ได้ฝังเข็ม ให้กับทั้งผู้ป่วยที่นอนหลับเพียงพอ และผู้ป่วยที่นอนหลับไม่เพียงพอ เพื่อตรวจสอบว่าการ ฝังเข็มส่งผลอย่างไร ต่อร่างกายของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่ม
คนที่เคยไดรับการฝังเข็ม คงรู้อยู่แล้วว่า เมื่อปักเข็มลงบนร่างกาย จะรู้สึกอุ่นขึ้นมา บางคนอาจรู้สึกสบาย จนเผลอหลับไปเลยก็ได้ และถ้าอุณหภูมิร่างกาย ในตอนนั้นก็จะพบว่ามันเพิ่มสูงขึ้นจริงๆครับ
ก่อนทำการทดลองแพทย์คาดการณ์เอาไว้ว่า อุณหภูมิร่างกายน่าจะเพิ่มสูงขึ้น เพราะระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงานมากขึ้น พอลองวัดการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติ ในตัวผู้ป่วยที่นอนหลับ อย่างเพียงพอ ก็พบว่าการฝังเข็มช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำงานมากขึ้นจริงๆ อย่างที่คาดการณ์ไว้ แต่ในกรณีของผู้ป่วย ที่นอนหลับไม่เพียงพอนั้น ต่อให้รักษาด้วยการฝังเข็ม ก็ไม่สามารถกระตุ้น ให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำงานมากขึ้นได้อยู่ดี
องค์อนามัยโลก ได้ตรวจสอบ และยอมรับในระดับหนึ่งแล้วว่าการฝังเข็มช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ แต่การตรวจสอบในครั้งนั้น พบว่าค่าที่วัดได้ค่อนข้างกระจัดกระจายและเนื่องจาก ไม่รู้กลไกของการรักษาอย่างละเอียด จึงไม่รู้เหตุผลว่าทำไมการฝังเข็มถึงช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ และทำไม่ค่าที่วัดได้ ถึงกระจัดกระจายเช่นนั้น
ถ้าตั้งสมมุติฐานว่า สาเหตุที่การฝังเข็มช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้ ก็เพราะระบบประสาท พาราซิมพาเทติก ทำงานมากขึ้น การไหลเวียนของเลือดจึงดีขึ้นตาม ก็จะสามารถไขข้อสงสัยได้ ว่าทำมัยค่าที่วัดได้ ถึงกระจัดกระจาย นั้นเป็นเพราะการฝังเข็ม จะช่วยกระตุ้นให้ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำงานมากขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อผู้ป่วย ได้นอนหลับอย่างเพียงพอครับ
พูดง่ายๆก็คือถ้าผู้ป่วยนอนหลับไม่เพียงพอ หรือระบบประสาทอัตโนมัติ เสียความสมดุลมาก จนระบบประสาทพาราซิมพาเทติก มีปฏิกิริยาการตอบสนองแย่ลง ต่อให้ได้รับการฝังเข็ม ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ก็จะไม่กลับมา ทำงานมากขึ้น การรักษาจึงไม่ได้ผลครับ
แล้วทำไมการนอนหลับไม่เพียงพอ ถึงส่งผลให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำงานลดลงเช่นนั้น
นั่นเป็นเพราะการทำงาน ของระบบประสาทอัตโนมัติ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งวัน ปกติแล้วตั้งแต่ตอนเย็นจนถึงกลางคืน ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก จะทำงานมากกว่า ระบบประสาทซิมพาเทติก เล็กน้อย แต่ถ้าเราทำงานจนถึงดึกดื่น ระบบประสาทซิมพาเทติก จะถูกกระตุ้นให้ทำงานอย่างต่อเนื่อง
ทั้งที่ช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงที่ระบบประสาท พาราซิมพาเทติก ควรทำงานมากกว่า สุดท้ายระบบประสาทซิมพาเทติกจึงทำงานมากกว่าจนกระทั่งถึงรุ่งเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาของมัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่มีเวลาให้ระบบ ประสาทพาราซิมพาเทติก ได้กลับมาทำงานมากกว่า และไม่ว่าเราจะทำอย่างไร มันก็ไม่ยอมกลับมาทำงานมากขึ้น
ถึงแม้จะรักษาด้วยการฝังเข็ม ก็ไม่ช่วยให้มันกลับมาทำงาน มากขึ้นได้ง่ายๆ การรักษาจึงไม่ได้ผลครับ สรุปก็คือ ถ้าเรานอนหลับไม่เพียงพอ ต่อให้ไปรับการฝังเข็มกับแพทย์ที่เก่งแค่ใหนก็ไม่ได้ผลอยู่ดี
การนอนหลับไม่เพียงพอทำให้ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ทำงานลดลงจนระบบประสาทอัตโนมัติ เสียความสมดุล ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือด แย่ลง กลไกต่างๆในร่างกาย จึงทำงานแย่ลงตามไปด้วย
ดังนั้นถ้าเรานอนหลับไม่เพียงพอ ต่อให้รับการรักษาด้วยวิธีการทางการแพทย์ประเภทใหน ประสิทธิภาพของการรักษา ก็จะลดลงไปกว่าครึ่ง และถึงแม้จะเป็นคนที่มีสุขภาพดี แต่ถ้านอนหลับไม่เพียงพอ ก็จะนำศักยภาพที่มีอยู่ในตัวออกมาใช้ไม่เต็มที่
บางคนอ่านหนังสือจนถึงดึกดื่น เพื่อไปสอบในวันรุ่งขึ้น แต่ถ้าต้องการนำศักยภาพที่แท้จริงออกมา ใช้ในการสอบ ได้อย่างเต็มที่ละก็ เราจำเป็นต้องนอนหลับให้เต็มอิ่ม ในคืนก่อนสอบ เพราะไม่อย่างนั้นระบบประสาทอัตโนมัติ จะเสียความสมดุล ทำให้การไหลเวียนของเลือดแย่ลง จนส่งผลกระทบไปทั่วร่างกาย ไม่ใช่เฉพาะแต่กล้ามเนื้อ ทำงานแย่ลงเท่านั้น แต่ยังทำให้สมองไม่แล่นด้วยครับ
ไม่ว่าใครต่างก็รู้จากประสบการณ์แล้วว่า การอ่านหนังสือหรือทำงานเป็นเวลานานๆ โดยไม่ยอมนอนหลับ จะทำให้ศักยภาพลดลง แต่นั่นไม่ได้เป็นเพราะ ร่างกายอ่อนเพลียหรอกนะครับ แต่เป็นเพราะการไหลเวียนของเลือดแย่ลง จนทำให้สมองทำงานแย่ลงตามไปด้วยต่างหาก
อันที่จริงคนที่ทำงานเกี่ยวข้องกับชิวิตคนจำนวนมาก เช่น นักบิน หรือผู้บัญชาการทหาร จะตัดสินใจผิดพลาดไม่ได้ แม้เพียงเล็กน้อย ด้วยเหตุนี้ การนอนหลับให้เพียงพอจึงถือเป็นหน้าที่ พวกเขาพึงปฏิบัติ เพราะถ้านอนหลับไม่เพียงพอ ก็มีโอกาสที่พวกเขา จะตัดสินใจผิดพลาดได้ง่ายๆครับ
หรือคุณเคยเห็นนักกีฬาที่แสดงศักยภาพออกมาได้ไม่เต็มที่ ในการแข็งขันครั้งสำคัญ ที่ต่างประเทศไหมครับ นั่นก็เป็นเพราะเขาไดรับ ผลกระทบจากการผักผ่อนไม่เพียงพอ และระบบประสาทอัตโนมัติ เสียความสมดุลเนื่องจาก เวลาแตกต่างกัน
ไม่ว่าจะเป็นศักยภาพในการเล่นกีฬา ศักยภาพในการใช้สมอง หรือศักยภาพในการฟื้นฟูร่างกาย ล้วนเป็นสิ่งที่เกียวข้อง กับร่างกายและจิตใจ ดังนั้น คุณจึงจำเป็นพักผ่อนให้เพียงพอ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขแรก ที่ต้องทำให้ได้ แล้วคุณจะแสดงศักยภาพที่แท้จริงออกมาได้ด้วย
ขอบคุณ
นพ.โคะบะยะซิ ฮิโระยุกิ
โรคอ้วนและปวดเข่า
การแบกน้ำหนักตัวมากเกินไปสามารถสร้างความเสียหายให้กับเข่าของคุณได้และทำให้คุณเจ็บปวด ความเจ็บปวด นี่คือเหตุผล
หากคุณเคยแบกสิ่งของที่มีน้ำหนักมากหรือมีผู้โดยสารผู้ใหญ่สี่คนคุณอาจสังเกตเห็นว่าการเดินนั้นจะไม่ราบรื่น เข่าของคุณอาจไม่ดูดซับกระแทกจากการกระแทก
ในทำนองเดียวกันหากคุณมีน้ำหนักตัวมากเกินไปหัวเข่าของคุณก็อาจจะรับน้ำหนักตัวมาก กระดูกที่พบในหัวเข่าของคุณถูกปกคลุมไปด้วยกระดูกอ่อนซึ่งให้พื้นผิวที่เรียบลื่นสำหรับกระดูกต้นขากระดูกหน้าแข้งและกระดูกสะบ้าหัวเข่าขณะที่พวกเขาเคลื่อนไหวไปมาภายในข้อต่อขณะที่คุณเดิน
เมื่อคุณมีน้ำหนักมากกว่าที่ควรจะเป็นคุณก็จะมีกำลังมากขึ้นในกระดูกอ่อน “ เมื่อคุณเพิ่มแรงในกระดูกอ่อนมันจะสึกหรอเร็วขึ้น” การศึกษาที่หลากหลายพบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างการรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นและมีอาการปวดเข่า และในหลาย ๆ กรณีเงื่อนไขที่เรียกว่าโรคข้อเข่าเสื่อมมีการเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกันกับน้ำหนักตัว
การเชื่อมโยงระหว่างน้ำหนักตัวและ อาการปวดเข่า
ในการศึกษาของอังกฤษเมื่อเร็ว ๆ นี้นักวิจัยได้ดูความเชื่อมโยงระหว่างการเปลี่ยนแปลงดัชนีมวลกาย (BMI) กับอาการปวดเข่าในผู้หญิง 594 คนในระยะเวลา 14 ปี พวกเขาพบว่าผู้หญิงที่มีค่าดัชนีมวลกายสูงกว่ามีแนวโน้มที่จะมี อาการปวดเข่า เมื่อสิ้นสุดการศึกษา ในการศึกษาอื่นนักวิจัยในเนเธอร์แลนด์ใช้รังสีเอกซ์จากหัวเข่าของผู้คนจากนั้นทำซ้ำพวกเขามากกว่าหกปีต่อมา ผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายมากกว่า 27 คนมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเพิ่มขึ้นสามเท่า ตัวอย่างเช่นผู้หญิงที่สูง 5 ฟุต 6 นิ้วและหนัก 167 ปอนด์มีค่าดัชนีมวลกาย 27
การแบกไขมันในร่างกายส่วนเกินอาจนำไปสู่การปล่อยฮอร์โมนที่เรียกว่าเลปตินซึ่งผู้เชี่ยวชาญบางคนคิดว่าอาจมีบทบาทในการพัฒนาโรคข้อเข่าเสื่อม นอกจากนี้ไขมันในร่างกายสามารถปล่อยสารที่ส่งเสริมการอักเสบในร่างกายของคุณ สองสิ่งนี้เรียกว่า tumor necrosis factor alpha และ interleukin-1 มีบทบาทสำคัญในความเสียหายของกระดูกอ่อนที่เห็นในโรคข้อเข่าเสื่อม
จัดการน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเพื่อช่วยให้ อาการปวดเข่า
นี่คือข่าวดี: ในการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินและอ้วนที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม ผู้ที่ลดน้ำหนักด้วยอาหารและออกกำลังกายลดอาการปวดเข่าลงประมาณครึ่งหนึ่ง การลดน้ำหนักเป็นส่วนสำคัญในการทำให้หัวเข่าแข็งแรง
แนะนำขั้นตอนสำหรับการออกกำลังกายอย่างปลอดภัย
ปรึกษาแพทย์หากคุณมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังหรือคุณกังวลว่าการออกกำลังกายอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ หากคุณมีอาการปวดเข่าให้ปรึกษาหารือกับประเภทของกิจกรรมกับแพทย์ของคุณที่อาจปลอดภัยสำหรับคุณ
การออกกำลังกาย วิธีที่ดีสำหรับคนที่มีน้ำหนักมาก รวมถึงการเดิน - แม้เพียงไม่กี่นาทีเมื่อคุณเริ่ม - การขี่จักรยานในร่มหรือนอกและการฝึกความแข็งแรงเพื่อสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงขึ้น
มีความกระตือรือร้นมากขึ้น เพียงแค่ออกกำลังกายมากขึ้นในชีวิตประจำวันของคุณ เดินไปรอบ ๆ ในขณะที่คุณกำลังคุยโทรศัพท์ เล่นกับลูก ๆ ของคุณหรือลูกหลานของคุณ
การลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่คุณสามารถทำได้ด้วยตัวเอง และมันราคาไม่แพง และอาจช่วยให้คุณประหยัดจากการผ่าตัดหัวเข่าหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
เสริมสร้างด้วย
BN Coffee
ข้อเข่าและปวดเข่า
เข่าเป็นส่วนที่ซับซ้อนของกายวิภาคศาสตร์ของคุณ เมื่อชิ้นส่วนใดชิ้นหนึ่งได้รับบาดเจ็บคุณอาจรู้สึกถึงอาการปวดเข่าชนิดต่าง ๆ
เมื่อมองแวบแรกเข่าของคุณอาจมีลักษณะคล้ายบานพับง่าย ๆ เช่นเดียวกับที่ช่วยให้ประตูเปิดและปิดได้ แต่หัวเข่าของคุณนั้นซับซ้อนกว่านั้นมาก ข้อต่อสามารถบิดและหมุนได้และช่วยให้ขาของคุณสามารถรับน้ำหนักของร่างกายได้
หัวเข่าของคุณมีส่วนที่เคลื่อนไหวและโต้ตอบได้มากกว่าที่คุณคิด และด้วยปัจจัยเหล่านี้ทำให้เกิดข้อผิดพลาดมากมายกับส่วนต่าง ๆ ของข้อต่อทำให้เกิดอาการปวดเข่า เรามาดูลักษณะทางกายวิภาคของหัวเข่ากันดีกว่า
กายวิภาคของอาการปวดเข่า: ภาพรวมของข้อเข่า
กระดูกใหญ่สองก้อนและกระดูกก้อนเล็ก ๆ มาเจอกันที่หัวเข่าของคุณ ภายในข้อต่อปลายด้านล่างของกระดูกต้นขาของคุณ (กระดูกต้นขา) พบกับปลายด้านบนของกระดูกหน้าแข้งของคุณ (กระดูกหน้าแข้ง) กระดูกที่เล็กกว่าคือกระดูกสะบ้าหัวเข่า กระดูกสะบ้าหัวเข่าวางอยู่บนร่องที่โคนขาซึ่งสามารถเคลื่อนที่ไปมาได้
แต่ละกระดูกเหล่านี้มีการเคลือบป้องกันของเนื้อเยื่อที่เรียกว่ากระดูกอ่อน กระดูกเคลื่อนไหวกันอย่างต่อเนื่องในพื้นที่เล็ก ๆ แต่กระดูกอ่อนช่วยให้รองรับแรงกระแทกและช่วยให้สามารถร่อนไปมาได้อย่างง่ายดาย ดิสก์เนื้อเยื่อที่เรียกว่า menisci ที่พบระหว่างกระดูกโคนขาและกระดูกหน้าแข้งนอกจากนี้ยังช่วยดูดซับการทุบหัวเข่าเมื่อคุณเดินและวิ่ง
ปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อเนื้อเยื่อเหล่านี้ ได้แก่ :
โรคข้อเข่าเสื่อม สิ่งนี้ทำให้กระดูกอ่อนป้องกันเติบโตขึ้นบางและหยาบกร้านทำให้กระดูกอยู่ในข้อต่อที่มีการป้องกันน้อยลง กระดูกอาจเสียหายได้และการเดินอาจทำให้ปวดเข่าได้
หยาดน้ำตา คุณสามารถฉีกวงเดือนได้หากคุณพลิกเข่าผิดวิธีในขณะที่คุณวางน้ำหนักบนมันราวกับว่าในขณะที่บิดกีฬากีฬา อาจทำให้เกิดอาการปวดเข่าเล็กน้อยหรือรุนแรงและอาจทำให้เข่าของคุณ "ติด" ในขณะที่คุณเคลื่อนไหว
มีเนื้อเยื่ออ่อน ๆ ติดอยู่บริเวณหัวเข่า เหล่านี้รวมถึงเอ็นที่ยึดกล้ามเนื้อ quadriceps ของคุณเข้ากับกระดูกสะบ้าหัวเข่าและเอ็นสี่เส้น เอ็นเหล่านี้แนบกระดูกโคนขาและหน้าแข้งเข้าด้วยกัน เอ็นยึดที่อยู่ตรงกลางและด้านข้างจะพบที่ด้านข้างของหัวเข่าของคุณและเอ็นเอ็นไขว้ด้านหน้าและด้านหลังไขว้กันไขว้กันภายในหัวเข่า
ปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเหล่านี้ ได้แก่ :
ปัญหาเอ็น เอ็นสามารถอักเสบได้หากคุณทำท่าการเคลื่อนไหวของขาซ้ำหลาย ๆ ครั้ง เอ็นยังสามารถฉีกขาดได้ การบาดเจ็บเหล่านี้ไม่น่าประหลาดใจอาจส่งผลให้เกิดอาการปวดเข่า การฉีกขาดเอ็นเต็มสามารถทำให้ยากต่อการขยับขา
ดาวน์ซินโดรวงดนตรี Iliotibial แหล่งที่มาของอาการปวดเข่าอีกอย่างหนึ่งอาจเป็นวง iliotibial นี่คือแถบเนื้อเยื่อหนาที่ไหลลงมาด้านข้างของต้นขาเพื่อให้ติดกับเข่า เมื่อมันเลื่อนไปมาเหนือหัวเข่าด้านนอกในระหว่างทำกิจกรรมเช่นวิ่ง โดยทั่วไปคุณจะรู้สึกเจ็บปวดที่หัวเข่าด้านนอกในระหว่างหรือหลังจากการออกกำลังกาย
ปัญหาเอ็น การบาดเจ็บโดยตรงไปที่หัวเข่าเช่นจากกีฬาที่ติดต่อสามารถฉีกเอ็น ดังนั้นสามารถเปลี่ยนทิศทางได้อย่างรวดเร็วในระหว่างการเล่นกีฬา ขึ้นอยู่กับเอ็นที่ได้รับบาดเจ็บคุณอาจมีอาการปวดและรู้สึกไม่มั่นคงที่หัวเข่า